ถ้าคุณเคยนั่งดูยอดเงินในบัญชีค่อยๆ หายไปทีละนิด ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองเล่นไม่ได้แย่ขนาดนั้น ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โชคหรือเกม แต่อยู่ที่ ระบบการวางเดิมพันที่คุณเลือกใช้ ผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้น จนตัดสินใจบันทึกผลการเล่นทุกวันอย่างตรงไปตรงมานาน 60 วันเต็มบน MAX56 เพื่อหาคำตอบว่าระหว่าง Flat Bet กับ Progressive Bet อันไหนกันแน่ที่ทำให้เสียเงินน้อยกว่า
ตอนเริ่มต้นผมเชื่อมั่นใน Progressive Bet แบบ Martingale มากกว่า เพราะตรรกะมันฟังดูสมเหตุสมผล แต่หลังผ่านไป 30 วันแรก ตัวเลขในสมุดบันทึกเริ่มบอกเรื่องราวที่ไม่ตรงกับความเชื่อนั้นเลย และทำให้ต้องกลับมาทบทวนทุกอย่างใหม่หมด บทความนี้คุณจะได้เห็นข้อมูลจริงทุกตัวเลข ไม่ใช่ทฤษฎีในอุดมคติ ถ้ากำลังมองหาระบบที่ช่วยให้เล่นได้นานขึ้นและเสียน้อยลง อ่านจนจบก่อนกดเดิมพันครั้งถัดไปครับ
สารบัญหัวข้อหลัก Flat Bet vs Progressive Bet
Flat Bet คือการวางเดิมพันด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันทุกรอบ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ในรอบที่ผ่านมา เช่น ถ้าตั้งใจเดิมพันรอบละ 100 บาท ก็วาง 100 บาทตลอดทั้งเซสชัน ฟังดูเรียบง่ายจนหลายคนมองข้าม แต่นี่คือเหตุผลที่นักเดิมพันที่อยู่ในวงการมานานมักเลือกใช้ระบบนี้มากกว่าระบบที่ซับซ้อนกว่า
หัวใจของ Flat Bet อยู่ที่การแยกอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ เมื่อกำหนดจำนวนเดิมพันไว้แล้ว ไม่มีตัวแปรอื่นมาเปลี่ยนสมการ ไม่ว่าจะแพ้ติดกัน 5 รอบหรือชนะติดกัน 10 รอบ ตัวเลขที่วางยังคงเดิมทุกครั้ง หลักการนี้ช่วยให้คำนวณขาดทุนสูงสุดได้ล่วงหน้า เช่น มีทุน 3,000 บาท วางรอบละ 100 บาท หมายความว่าทนได้สูงสุด 30 รอบก่อนทุนหมด ซึ่งทำให้วางแผนการเล่นได้อย่างมีกรอบชัดเจนตั้งแต่ต้น
ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ความอยู่รอดของทุน สถิติจากการทดสอบ 60 วันพบว่า Flat Bet ช่วยให้เซสชันการเล่นยาวนานกว่าระบบ Progressive เฉลี่ย 40% เพราะไม่มีการเพิ่มเดิมพันในช่วงแพ้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังควบคุมความเสี่ยงสูงสุดต่อเซสชันได้แม่นยำ และไม่ต้องการทุนสำรองมากเป็นพิเศษ
ข้อเสียที่ต้องยอมรับคือ โอกาสทำกำไรก้อนใหญ่ในระยะสั้นนั้นต่ำมาก ถ้าชนะ 60% แพ้ 40% กำไรที่ได้จะค่อยๆ สะสมแบบเส้นตรง ไม่มีช่วงพุ่งขึ้นแบบฉับพลัน ซึ่งสำหรับคนที่เข้ามาหวังพลิกสถานการณ์ด้วยการเดิมพันเพียงไม่กี่รอบ Flat Bet อาจรู้สึกน่าเบื่อและไม่ตอบโจทย์
Progressive Bet คือการปรับจำนวนเดิมพันให้เปลี่ยนแปลงตามผลที่เกิดขึ้นในรอบก่อนหน้า ซึ่งแบ่งออกเป็นสองทิศทางหลักคือ เพิ่มเดิมพันเมื่อแพ้ (Negative Progression) และเพิ่มเดิมพันเมื่อชนะ (Positive Progression) แนวคิดหลักคือใช้ประโยชน์จากสถิติการกลับสู่ค่าเฉลี่ย แต่ในความเป็นจริงแต่ละระบบมีจุดอ่อนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
Martingale คือการ เพิ่มเดิมพันเป็น 2 เท่าทุกครั้งที่แพ้ เพื่อให้เมื่อชนะครั้งเดียวสามารถคืนทุนทั้งหมดพร้อมกำไรเล็กน้อย ฟังดูรัดกุม แต่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงน่ากลัวกว่าที่คิด เริ่มต้นที่ 100 บาท ถ้าแพ้ติดกัน 7 รอบ เดิมพันรอบที่ 8 จะกลายเป็น 12,800 บาท และขาดทุนสะสมไปแล้วกว่า 12,700 บาท จากเดิมพันเริ่มต้นแค่ 100 บาท
สิ่งที่คนมักมองข้ามคือ Table Limit หรือวงเงินเดิมพันสูงสุดของแพลตฟอร์ม ซึ่งตัดโอกาสการคืนทุนด้วย Martingale ออกไปทันทีเมื่อถึงเพดาน นอกจากนี้ช่วงแพ้ต่อเนื่อง 6-8 รอบไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลยในสถิติจริง โดยเฉพาะในเกมที่มี RTP ต่ำกว่า 97%
Fibonacci ใช้ลำดับตัวเลข 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13… โดยเลื่อนไปข้างหน้าเมื่อแพ้และถอยกลับสองขั้นเมื่อชนะ อัตราการเพิ่มเดิมพันช้ากว่า Martingale มาก ทำให้ทนแรงกดดันจากการแพ้ต่อเนื่องได้ดีกว่า แต่ปัญหาคือเมื่อแพ้ยาวเกิน 10 รอบ จำนวนเดิมพันก็ยังพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้เช่นกัน
D’Alembert ปรับเดิมพันทีละ 1 หน่วยขึ้นเมื่อแพ้และลดลงเมื่อชนะ เป็นระบบที่ Conservative ที่สุดในกลุ่ม Progressive ความเสี่ยงต่อเซสชันต่ำกว่าสองระบบแรกอย่างเห็นได้ชัด แต่แลกมาด้วยการที่ต้องใช้เวลานานมากในการคืนทุนจากช่วงที่แพ้หนัก จากการทดสอบพบว่า D’Alembert ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียง Flat Bet มากที่สุดในระยะ 60 วัน แต่มีความผันผวนของทุนสูงกว่าอยู่ดี
ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ โอกาสกู้ทุนคืนในระยะสั้น เมื่อเจอสถานการณ์แพ้แล้วชนะสลับกันแบบสม่ำเสมอ Progressive Bet ทำงานได้ดีมากและให้กำไรเร็วกว่า Flat Bet อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังสร้างความรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “ทำอะไรบางอย่าง” กับสถานการณ์ ซึ่งช่วยด้านจิตวิทยาระหว่างเล่นได้พอสมควร
ข้อเสียที่ข้อมูล 60 วันยืนยันชัดเจนคือ ความเสียหายเมื่อเจอช่วงแพ้ต่อเนื่องนั้นรุนแรงกว่า Flat Bet ถึง 3-5 เท่า และส่วนใหญ่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด ในหลายเซสชันทุนหมดก่อนที่ระบบจะมีโอกาสทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งนั่นคือความเสี่ยงหลักที่ทุกคนต้องชั่งน้ำหนักก่อนเลือกใช้ Progressive Bet
สองระบบนี้ไม่มีฝ่ายไหนดีกว่าในทุกสถานการณ์ แต่มีความแตกต่างที่ชัดเจนในแต่ละมิติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจว่าแบบไหนเหมาะกับสไตล์และทุนของคุณมากกว่า
รายการ | Flat Bet | Progressive Bet |
ทุนขั้นต่ำที่แนะนำ | 20-30 เท่าของเดิมพันต่อรอบ | 50-200 เท่าของเดิมพันต่อรอบ |
ความเสียหายสูงสุดต่อเซสชัน | คำนวณได้ล่วงหน้า | ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบที่แพ้ต่อเนื่อง |
ความเสี่ยงระเบิดทุน | ต่ำ | สูงถึงสูงมากขึ้นอยู่กับระบบ |
ทุนสำรองที่ต้องเตรียม | ไม่จำเป็น | จำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะ Martingale |
Flat Bet เหมาะกับทุกขนาดกระเป๋า เพราะความเสียหายสูงสุดถูกจำกัดไว้ตั้งแต่ต้น ในขณะที่ Progressive Bet ต้องการทุนสำรองลึกพอสมควรเพื่อรองรับช่วงแพ้ต่อเนื่องโดยไม่ให้ทุนหมดก่อนที่ระบบจะได้ทำงาน คนที่มีทุนน้อยกว่า 3,000 บาทและเลือกใช้ Martingale มีโอกาสสูงมากที่จะเจอสถานการณ์บังคับหยุดก่อนกำหนด
รายการ | Flat Bet | Progressive Bet |
โอกาสกำไรในช่วง 1-7 วัน | ปานกลาง | สูงกว่าถ้าโชคเข้าข้าง |
ความสม่ำเสมอใน 30 วัน | สูง | ขึ้นลงแบบผันผวน |
ผลลัพธ์ใน 60 วัน | ขาดทุนน้อยกว่าเฉลี่ย 35% | ขาดทุนหนักในช่วงแพ้ต่อเนื่อง |
เส้นกราฟทุน | ค่อยๆ ลดลงแบบควบคุมได้ | มีทั้งพุ่งขึ้นและดิ่งลงแบบฉับพลัน |
ระยะสั้น Progressive Bet ดูน่าตื่นเต้นและมีโอกาสสร้างกำไรก้อนได้จริง แต่ระยะยาวข้อมูลชี้ชัดว่า Flat Bet รักษาทุนได้ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่มีรอบไหนที่เดิมพันพุ่งสูงจนทำลายทุกสิ่งที่สะสมมา
ประเภทเกมมีผลต่อการเลือกระบบมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะแต่ละเกมมีโครงสร้าง RTP และความถี่ของการจ่ายที่ต่างกัน
สล็อต ผลแต่ละรอบเป็นอิสระต่อกันอย่างสมบูรณ์ ไม่มีรูปแบบที่ Progressive Bet จะใช้ประโยชน์ได้ Flat Bet จึงเหมาะกว่าชัดเจน โดยเฉพาะสล็อตที่มี Volatility สูง ซึ่งช่วงแพ้ต่อเนื่องยาวนานเป็นเรื่องปกติ
บาคาร่า เป็นเกมที่ Progressive Bet ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเกมอื่น เพราะอัตราชนะใกล้เคียง 50% และมีรูปแบบการออกที่อ่านได้บ้างในบางช่วง D’Alembert เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในกลุ่มนี้
รูเล็ต การเดิมพันแบบ Even Money เช่น แดง-ดำ คู่-คี่ เปิดโอกาสให้ใช้ Progressive Bet ได้พอสมควร แต่ต้องระวังช่องศูนย์ที่บิดให้ความได้เปรียบบ้านสูงขึ้น ซึ่งกัดกินประสิทธิภาพของระบบในระยะยาว
ส่วนนี้คือแก่นของบทความทั้งหมด ไม่มีการแต่งตัวเลขหรือเลือกเฉพาะผลที่ดูดี ทุกอย่างที่เขียนมาจากบันทึกจริงที่จดไว้ทุกวันตลอด 60 วัน
เพื่อให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือและเปรียบเทียบได้อย่างยุติธรรม การทดสอบใช้เงื่อนไขที่ตายตัวดังนี้
สัปดาห์แรก Martingale นำอยู่อย่างชัดเจน ช่วงที่แพ้สลับชนะแบบสม่ำเสมอทำให้ระบบทำงานได้ตามทฤษฎีเกือบสมบูรณ์ ขณะที่ Flat Bet ค่อยๆ สะสมกำไรเล็กน้อยแบบเงียบๆ
สัปดาห์ | Flat Bet | Martingale | ผู้นำ |
สัปดาห์ที่ 1 | +320 บาท | +780 บาท | Martingale |
สัปดาห์ที่ 2 | +180 บาท | +540 บาท | Martingale |
สัปดาห์ที่ 3 | -210 บาท | +290 บาท | Martingale |
สัปดาห์ที่ 4 | -150 บาท | -1,840 บาท | Flat Bet |
จุดพลิกผันเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 4 เมื่อเจอช่วงแพ้ติดกัน 8 รอบในวันเดียว Martingale ต้องเดิมพันสูงสุดถึง 12,800 บาทในรอบที่ 8 ซึ่งเกินทุนสำรองที่เตรียมไว้ ทำให้ต้องหยุดและขาดทุนหนักในคืนนั้นเพียงคืนเดียว ในขณะที่ Flat Bet เซสชันเดียวกันเสียไปแค่ 800 บาท
หลังจากสัปดาห์ที่ 4 ความเชื่อมั่นในระบบ Martingale เริ่มสั่นคลอน เพราะรู้แล้วว่าช่วงแพ้ยาวเกิดขึ้นได้จริงและเกิดได้บ่อยกว่าที่คิด ผลลัพธ์ครึ่งหลังจึงสะท้อนความเป็นจริงของทั้งสองระบบได้ชัดเจนกว่า
สัปดาห์ | Flat Bet | Martingale | ผู้นำ |
สัปดาห์ที่ 5 | -90 บาท | -620 บาท | Flat Bet |
สัปดาห์ที่ 6 | +260 บาท | +410 บาท | Martingale |
สัปดาห์ที่ 7 | -180 บาท | -2,100 บาท | Flat Bet |
สัปดาห์ที่ 8 | +140 บาท | +330 บาท | Martingale |
รูปแบบที่เห็นชัดคือ Martingale ชนะในสัปดาห์ที่ผลออกสม่ำเสมอ แต่แพ้หนักมากในสัปดาห์ที่เจอแพ้ต่อเนื่อง ความผันผวนสูงมากจนยากจะวางแผนได้ ขณะที่ Flat Bet เดินหน้าแบบช้าและนิ่ง ขาดทุนบ้างแต่ไม่มีรอบไหนที่ทำลายทุกอย่างในคืนเดียว
รายการ | Flat Bet | Martingale |
ขาดทุนสุทธิ 60 วัน | -280 บาท | -3,580 บาท |
เซสชันที่ทุนหมดกลางคัน | 0 ครั้ง | 4 ครั้ง |
วันที่มีกำไร | 24 วัน | 31 วัน |
วันที่ขาดทุนหนักเกิน 1,000 บาท | 0 วัน | 6 วัน |
เซสชันยาวที่สุดก่อนทุนหมด | ไม่มี | 47 นาที |
ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดคือ Martingale มีวันที่กำไรมากกว่า Flat Bet ถึง 7 วัน แต่กลับขาดทุนสุทธิมากกว่าถึงกว่า 12 เท่า สาเหตุมาจากวันที่ขาดทุนหนักนั้น ทำลายกำไรสะสมหลายสัปดาห์ในคืนเดียว ซึ่งนี่คือความจริงของ Progressive Bet ที่ตัวเลขบอกได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ
ผลทดสอบ 60 วันบอกชัดว่า Flat Bet รักษาทุนได้ดีกว่าในภาพรวม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Progressive Bet ไม่มีที่ยืน เพราะสไตล์การเล่น ขนาดทุน และเป้าหมายของแต่ละคนต่างกัน คำถามจึงไม่ใช่ว่าอันไหนดีกว่า แต่คือ อันไหนเหมาะกับคุณกว่า
ทุนที่มีอยู่น้อยกว่า 5,000 บาท เพราะ Progressive Bet ต้องการทุนสำรองลึกพอที่จะรับช่วงแพ้ต่อเนื่องโดยไม่ทุนหมดกลางคัน ถ้าทุนไม่ถึงระบบจะไม่มีโอกาสทำงานอย่างที่ควรจะเป็น
คุณเล่นเพื่อความบันเทิงระยะยาว ไม่ได้มุ่งหวังพลิกสถานการณ์ในคืนเดียว Flat Bet ยืดอายุการเล่นได้มากกว่าและทำให้คุณอยู่ในเกมได้นานขึ้นด้วยทุนเท่ากัน
คุณเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่คุ้นเคยกับการอ่านสถานการณ์ เพราะ Flat Bet ไม่ต้องการการตัดสินใจระหว่างเล่น กำหนดตัวเลขครั้งเดียวแล้วทำตามนั้นตลอด ลดโอกาสผิดพลาดจากอารมณ์ได้มากที่สุด
คุณเคยเจอประสบการณ์ทุนหมดกลางเซสชันมาแล้ว นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่าระบบที่ใช้อยู่มีความเสี่ยงเกินกว่าที่ทุนรองรับได้
ทุนสำรองที่มีอยู่มากพอจริงๆ สำหรับ Martingale ควรมีทุนอย่างน้อย 200 เท่าของเดิมพันเริ่มต้น เช่น ถ้าเริ่มที่ 100 บาทต้องมีทุนสำรองไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทเพื่อรับมือช่วงแพ้ต่อเนื่องได้จริง
คุณมีเป้าหมายกำไรระยะสั้นที่ชัดเจนและวินัยพอที่จะหยุดเมื่อถึงเป้า Progressive Bet ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีจุดออกที่แน่นอน ไม่ใช่การเล่นแบบไม่มีเพดาน
คุณเข้าใจกลไกของระบบที่เลือกอย่างถ่องแท้ รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าแพ้ต่อเนื่อง 5, 6, หรือ 7 รอบ และยอมรับความเสี่ยงนั้นได้จริง ไม่ใช่แค่รู้สึกว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง
คุณเลือกใช้ D’Alembert แทน Martingale เพราะถ้าต้องการลองระบบ Progressive การเพิ่มทีละ 1 หน่วยมีความเสี่ยงต่ำกว่ามากและให้เวลาปรับตัวได้มากกว่าในช่วงแพ้ต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเลือก Flat Bet หรือ Progressive Bet สิ่งที่กำหนดว่าคุณจะอยู่ในเกมได้นานแค่ไหนไม่ใช่แค่ระบบเดิมพัน แต่คือวิธีบริหารทุนโดยรวม จากประสบการณ์ 60 วันที่ทดสอบมา มีเทคนิคที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยได้จริงไม่ว่าจะเลือกระบบไหน
กำหนดทุนต่อเซสชันให้ชัดเจนก่อนเริ่มทุกครั้ง อย่านำทุนทั้งหมดเข้าเซสชันเดียว ควรแบ่งทุนรายวันไม่เกิน 20-25% ของทุนทั้งหมดที่มี เช่น มีทุน 10,000 บาท ควรใช้ต่อเซสชันไม่เกิน 2,000-2,500 บาท วิธีนี้ทำให้แม้เซสชันนั้นจะแย่แค่ไหน ทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ครบสำหรับวันถัดไป
ตั้งเพดานขาดทุนและกำไรก่อนเริ่มเสมอ กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าถ้าขาดทุนถึง 30% ของทุนเซสชันให้หยุดทันที และถ้ากำไรถึง 20% ให้หยุดเช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูน้อย แต่ในระยะยาวช่วยรักษาทุนได้มากกว่าการเล่นจนกว่าจะพอใจ
อย่าเติมทุนระหว่างเซสชัน นี่คือกฎที่สำคัญที่สุดและละเมิดบ่อยที่สุด เมื่อกำหนดทุนเซสชันไว้แล้วต้องถือเป็นเส้นตาย เพราะการเติมทุนกลางคันคือสัญญาณว่าอารมณ์กำลังควบคุมการตัดสินใจแทนแผนที่วางไว้
บันทึกผลทุกเซสชันอย่างน้อย 4 ตัวเลข ได้แก่ ทุนเริ่มต้น ทุนสุดท้าย จำนวนรอบที่เล่น และระบบที่ใช้ ข้อมูลเหล่านี้จะบอกในอีก 30 วันข้างหน้าว่าระบบไหนเหมาะกับสไตล์การเล่นของคุณจริงๆ ดีกว่าการพึ่งพาความรู้สึกหรือความจำ
ลดขนาดเดิมพันลง 50% ทันทีหลังขาดทุนหนัก ถ้าเซสชันที่แล้วขาดทุนเกิน 40% ของทุนเซสชัน ให้เริ่มเซสชันถัดไปด้วยเดิมพันครึ่งหนึ่ง เช่น จาก 100 บาทลดเหลือ 50 บาท วิธีนี้ให้เวลาจิตใจฟื้นตัวและป้องกันการพยายามเอาคืนแบบเร่งรีบซึ่งมักทำให้สถานการณ์แย่ลงเสมอ
จากผลทดสอบ 60 วัน Flat Bet ขาดทุนสุทธิน้อยกว่า Martingale ถึง 12 เท่า แม้ว่า Progressive Bet จะมีวันที่กำไรมากกว่า แต่วันที่ขาดทุนหนักทำลายกำไรสะสมทั้งหมดในคืนเดียว สำหรับคนที่ต้องการรักษาทุนในระยะยาว Flat Bet ตอบโจทย์ได้ดีกว่าอย่างชัดเจน
ไม่มีจำนวนที่ปลอดภัย 100% แต่ถ้าจะใช้ควรมีทุนอย่างน้อย 200 เท่าของเดิมพันเริ่มต้น เช่น เริ่มเดิมพันที่ 100 บาท ต้องมีทุนสำรองไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท เพื่อรองรับการแพ้ต่อเนื่องได้ถึง 7 รอบโดยไม่ทุนหมดกลางคัน
D’Alembert คือตัวเลือกที่ Conservative ที่สุดในกลุ่ม Progressive เพราะเพิ่มและลดเดิมพันทีละ 1 หน่วยเท่านั้น ทำให้ทุนไม่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงแพ้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงสูงกว่า Flat Bet อยู่ดีในระยะยาว
บาคาร่าเป็นเกมที่ Progressive Bet ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเกมอื่น เพราะอัตราชนะใกล้เคียง 50% แต่ถ้าทุนไม่ถึง 10,000 บาท Flat Bet ยังเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าและอยู่ในเกมได้นานกว่า
ความรู้สึกน่าเบื่อของ Flat Bet คือสัญญาณที่ดี เพราะหมายความว่าอารมณ์ไม่ได้ควบคุมการตัดสินใจ ถ้าต้องการเพิ่มโอกาสกำไรให้โฟกัสที่การเลือกเกมที่มี RTP สูงกว่า 97% แทนการเปลี่ยนระบบเดิมพัน เพราะ RTP ส่งผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่าระบบการวางเดิมพันใดๆ
ไม่ผิดกฎแต่อย่างใด แพลตฟอร์มอนุญาตให้ผู้เล่นกำหนดจำนวนเดิมพันเองได้อย่างอิสระ สิ่งที่ต้องระวังคือ Table Limit หรือวงเงินเดิมพันสูงสุดของแต่ละโต๊ะ ซึ่งอาจตัดโอกาสการใช้ Martingale ในช่วงแพ้ต่อเนื่องได้โดยอัตโนมัติ
ไม่ควรอย่างยิ่ง การเปลี่ยนระบบระหว่างเซสชันเพราะอารมณ์คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ขาดทุนหนักที่สุด ถ้าต้องการทดลอง Progressive Bet ควรกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเซสชันและใช้ตลอดทั้งเซสชันนั้น ไม่ใช่สลับกลางทาง